
คำว่า regret หลายๆ คนแปลคงได้คำในภาษาไทยที่คล้ายกันว่าเป็นความสำนึกเสียใจ. ในทางเศรษฐศาสตร์ก็มีการกล่าวเรื่อง regret อยู่มาก แต่จะเป็นความหมายเฉพาะอยู่ซักหน่อยที่ว่า ไม่ใช่ความสำนึกเสียใจเรื่องอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นความสำนึกเสียใจที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจในอดีตที่ผิดของตัวเอง. ดังนั้นความเสียใจเพราะสุนัขที่เลี้ยงไว้ตายไปก็ไม่สอดคล้องกับคำนิยามของ regret ในที่นี้. การตัดสินใจที่ผิดนี้จะว่าไปแล้วก็เกิดจากการประเมินคุณ (Benefit) และโทษ (Cost) ที่ผิดไป. ความผิดบางอย่างก็เป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น เข้าไปทานร้านอาหารแล้วรู้สึกว่าไม่อร่อย สู้ไปทานร้านอื่นเสียดีกว่า แต่ความผิดพลาดบางอย่างก็เป็นเรื่องที่ใหญ่ในชีวิต เช่น การแต่งงานที่จบลงด้วยการหย่าร้าง หรือการลงทุนที่ล้มเหลว.
แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ ลักษณะที่เหมือนกันอย่างหนึ่งของความผิดพลาดที่นำไปสู่ regret นี้ก็คือ คนที่เกิด regret จะบอกตัวเองว่า ถ้ารู้อย่างนี้ก็ไม่ทำเสียดีกว่า. ดังนั้น คงพอจะกล่าวได้โดยไม่ผิดว่า สาเหตุของความสำนึกเสียใจในลักษณะนี้ก็คือ ความไม่รู้. เรื่องความไม่รู้นี้เป็นเรื่องสำคัญมากในเชิงเศรษฐศาสตร์ เพราะหัวใจของเศรษฐศาสตร์ที่เน้นระบบตลาดและคติแบบ "ตามใจท่าน" หรือ Laissez faire ก็ตั้งอยู่บนข้อสมมติฐานหนึ่งที่ว่า แต่ละคนมีความรู้และศักยภาพในการประเมินคุณและโทษที่เกิดจากการกระทำของตัวเองเป็นอย่างดี. แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องในอุดมคติ เพราะในความเป็นจริงแล้วแม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลก็ตัดสินใจผิดพลาดในหลายๆ เรื่องที่ก่อให้เกิดความสำนึกเสียใจภายหลังได้เหมือนกัน. หลายคนก็หย่าร้าง หลายคนก็ลงทุนล้มเหลว. จะว่าไปแล้วในชีวิตคนเราคงมี regret ใหญ่ๆ อยู่ไม่กี่เรื่อง บางเรื่องก็พอจะแก้ไขได้ แต่บางเรื่องก็ไม่ได้ หรือสายเกินกว่าจะแก้ได้.
ตอนเรียนที่อเมริกา ผมได้รู้จักนักเรียนทุนหลายคน. นักเรียนไทยแทบจะทุกคนจะได้ทุนอะไรซักอย่างจากเมืองไทยไปเรียนต่อทั้งนั้น. ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของนักเรียนทุนที่ผมรู้จักนี้อาจจะผิดจากที่หลายคนคาดไว้ซักหน่อยที่ว่า แต่ละคนมาจากครอบครัวที่มีฐานะดีถึงดีมาก. เรียกได้ว่า ถึงไม่ได้รับทุนมาเรียน ทางบ้านก็พอจะส่งเสียให้เรียนได้. การรับทุนนั้นจึงเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง. รัฐบาลก็ลงทุนในตัวนักเรียน. นักเรียนก็ลงทุนในแง่ที่ว่าเมื่อได้บวกลบคูณหารทุกอย่างแล้วจึงตัดสินใจที่จะรับทุนมาเรียน.
คำว่าทุนในบริบทของประเทศไทยนั้นออกจะพิเศษอยู่ซักหน่อยที่ว่า มีภาระผูกพันอยู่มาก. ดังนั้น ถ้าจะให้แปลคำนี้เป็นภาษาอังกฤษคงไม่ตรงกับคำว่า Capital หรือทุนในทางเศรษฐศาสตร์ หรือคำว่า Fellowship หรือทุนการศึกษาแบบให้เปล่า เท่าใดนัก ออกจะไปเหมือนกับคำว่า Obligation หรือหนี้ทางกฎหมาย หรือคำว่า Loan หรือสินเชื่อในทางการเงินเสียมากกว่า. ผมเชื่อว่าหลายคนตอนที่กำลังจะรับทุนนั้นคิดคล้ายๆ กันว่า จะได้ช่วยประหยัดเงินทางบ้าน และในขณะเดียวกันพอจบกลับมาแล้วก็จะได้ทำงานที่ช่วยเหลือส่วนรวม ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติซึ่งเป็นประโยชน์ทางใจที่ไม่เป็นตัวเงิน ส่วนเงินเดือนก็พออยู่ได้ มีสวัสดิการดีครอบคลุมพ่อแม่ คู่ครอง และลูกๆ. และนี่ก็คือการวิเคราะห์ Cost-benefit ของการรับทุนโดยเด็กอายุไม่เกินยี่สิบปีครับ.
ผมลองถามเล่นๆ กับหลายๆ คนที่ผมรู้จักว่า ถ้าให้ย้อนเวลากลับไปยังจะคิดรับทุนอีกหรือยอมจ่ายเงินมาเรียนเองดีกว่า. ลองทายดูนะครับว่าจากกลุ่มตัวอย่างแปดคนที่ผมถาม มีกี่คนที่เกิด regret กับเรื่องการรับทุน.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น