In America the best way to bury a secret is to publish it.

-Edmund White in 'A boy's own story'.-

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ภาษีกับความเป็นธรรม

วันนี้ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง คือ การลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในสังคม และค่อนข้างแน่นอนว่าเครื่องมือหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำที่พูดกันมากก็คือเรื่องการปรับโครงสร้างภาษี. เรื่องภาษีนี้จะว่าไปก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับผมเท่าไหร่ เพราะรายได้ผมยังไม่ถึงระดับที่จะต้องเสียภาษีรายได้ แถมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ารายได้ผมตอนนี้พ้นเส้นยากจนแล้วหรือยัง. แต่เพราะเวลาฟังไปก็อดจะคิดตามไปด้วยไม่ได้ เลยอยากจะลองเขียนลงบล็อกในวันนี้ครับ.

จุดยืนของผมเรื่องภาษีออกจะต่างจากหลายคนซักหน่อย หรืออย่างน้อยก็เหมือนกับที่เขาคิดแต่ไม่เหมือนกับที่เขาพูด เพราะผมไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีจากคนรวยเพื่อเอามากระจายให้คนจน แล้วบอกว่านี่เป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือเป็นการสร้างความเป็นธรรม. สำหรับผมแล้ว การทำอย่างนี้นอกจากจะไม่ได้ช่วยสร้างความเป็นธรรมแล้ว ยังจะสร้างความไม่เป็นธรรมเอามากๆ. ในความเห็นของผม การที่คนมีรายได้ไม่เท่ากัน ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เด็กนักเรียนไปสอบแล้วคะแนนออกมาไม่เท่ากัน. ถ้าจะแก้ปัญหา "ความเหลื่อมล้ำ" ในเรื่องนี้ วิธีที่ถูกคงไม่ใช่การหักคะแนนคนที่สอบได้คะแนนดีเอาไปให้คนที่สอบตกแน่ๆ แต่จะไปติวคนที่ยังอ่อนอยู่ให้ได้คะแนนดีกว่าเดิมอะไรก็ว่าไป.

จากสำนักที่ผมเรียนมา ภาษีเป็นเครื่องมือที่ควรใช้อย่างจำกัด และใช้ต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น ซึ่งตามทฤษฎีกว้างๆ แล้วก็แบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ:

1 การเก็บเพื่อนำมาผลิตสินค้าและบริการสาธารณะ สินค้าและบริการสาธารณะมีลักษณะพิเศษคือใช้ร่วมกันได้ ไม่ได้สึกหรออะไร (Non-rival) และในหลายๆ กรณีก็กีดกันคนอื่นไม่ให้มาใช้ด้วยยาก (Non-excludable). ปัญหาจึงมีอยู่ว่าโดยปกติแล้วไม่มีใครอยากจะซื้อหรือผลิตสินค้าชนิดนี้ขึ้นมาเพราะไม่อยากเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายคนเดียว สู้รอให้คนอื่นซื้อมาใช้ก่อนแล้วค่อยหาโอกาสใช้ของเค้าจะดีกว่า. ผลก็คือในที่สุดแล้วก็ไม่มีใครซื้อทั้งๆ ที่ถ้าซื้อมาแชร์กันใช้จะดีกว่า. วิธีแก้ที่ให้ใครซักคนซื้อหรือผลิตสินค้าชนิดนี้ขึ้นมา แล้วให้อำนาจในการจัดเก็บค่าบริการในการใช้. คนๆ นี้ก็คือรัฐ และการจัดเก็บบริการในลักษณะนี้ก็คือ ภาษี.

ในความเห็นของผมแล้วภาษีในลักษณะนี้เป็นเรื่องชอบธรรม เพราะสร้างทั้งประสิทธิภาพในการผลิต และในขณะเดียวกันก็สามารถจะสร้างให้เกิดความเป็นธรรมได้ด้วย. ความเป็นธรรมในที่นี้เป็นไปในลักษณะที่ว่า ถ้าใช้มากก็จ่ายมาก ใช้น้อยก็จ่ายน้อย. ดังนั้นถ้าจะเก็บภาษีรายได้จากผู้มีรายได้มากในอัตราก้าวหน้า ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลอยู่จากมุมมองเรื่องนี้ เพราะคนมีรายได้มากมักจะได้ประโยชน์จากสินค้าและบริการสาธารณะมากกว่าคนมีรายได้น้อย.

2 การเก็บภาษีเพื่อแก้ไขปัญหา externalities ปกติแล้วรัฐมีทางเลือกสองอย่างที่จะแทรกแซงเข้าจัดการกับเรื่องที่มองว่าเป็นสิ่งไม่ดี. หนึ่งคือ การห้าม (เช่น การฆ่าคน และการเสพยาเสพติด) และสองคือ การเก็บภาษี (เช่น เหล้า บุหรี่) เหตุุผลในการเก็บภาษีในข้อนี้เป็นเรื่องของประสิทธิภาพตรงๆ.

เดี๋ยววันหลังมาคุยกันต่อครับว่า ถ้าการเอาคะแนนเด็กที่สอบได้คะแนนดีไปให้เด็กที่สอบตกเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูก ควรจะหันไปใช้การ "ติว" เด็กที่สอบได้คะแนนไม่ดีให้เก่งขึ้นมาดีกว่า แล้วจะเอา "ค่าติว" มาจากไหน แล้วใครควรจะเป็นคนจ่าย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น