ถ้าใครติดตามดัชนีมุมมองเรื่องคอรัปชั่น (Corruption Perception Index) ของ Transparency International ก็คงพอจะมองเห็นรูปแบบที่คล้ายๆ กันทุกปี คือ ประเทศกลุ่มอเมริกาเหนือจะมีปัญหาคอรัปชั่นน้อยที่สุด ตามมาด้วยกลุ่มประเทศยุโรป แล้วก็ประเทศกลุ่มเอเชียกับอเมริกาใต้. ที่น่าสนใจก็คือญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วมีรายได้สูงก็ยังมีปัญหาคอรัปชั่นสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน. วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553
คอรัปชั่นกับการสร้างจิตสำนึก
ถ้าใครติดตามดัชนีมุมมองเรื่องคอรัปชั่น (Corruption Perception Index) ของ Transparency International ก็คงพอจะมองเห็นรูปแบบที่คล้ายๆ กันทุกปี คือ ประเทศกลุ่มอเมริกาเหนือจะมีปัญหาคอรัปชั่นน้อยที่สุด ตามมาด้วยกลุ่มประเทศยุโรป แล้วก็ประเทศกลุ่มเอเชียกับอเมริกาใต้. ที่น่าสนใจก็คือญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วมีรายได้สูงก็ยังมีปัญหาคอรัปชั่นสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน. Regret

คำว่า regret หลายๆ คนแปลคงได้คำในภาษาไทยที่คล้ายกันว่าเป็นความสำนึกเสียใจ. ในทางเศรษฐศาสตร์ก็มีการกล่าวเรื่อง regret อยู่มาก แต่จะเป็นความหมายเฉพาะอยู่ซักหน่อยที่ว่า ไม่ใช่ความสำนึกเสียใจเรื่องอะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นความสำนึกเสียใจที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจในอดีตที่ผิดของตัวเอง. ดังนั้นความเสียใจเพราะสุนัขที่เลี้ยงไว้ตายไปก็ไม่สอดคล้องกับคำนิยามของ regret ในที่นี้. การตัดสินใจที่ผิดนี้จะว่าไปแล้วก็เกิดจากการประเมินคุณ (Benefit) และโทษ (Cost) ที่ผิดไป. ความผิดบางอย่างก็เป็นเรื่องเล็กน้อย เช่น เข้าไปทานร้านอาหารแล้วรู้สึกว่าไม่อร่อย สู้ไปทานร้านอื่นเสียดีกว่า แต่ความผิดพลาดบางอย่างก็เป็นเรื่องที่ใหญ่ในชีวิต เช่น การแต่งงานที่จบลงด้วยการหย่าร้าง หรือการลงทุนที่ล้มเหลว.
แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ ลักษณะที่เหมือนกันอย่างหนึ่งของความผิดพลาดที่นำไปสู่ regret นี้ก็คือ คนที่เกิด regret จะบอกตัวเองว่า ถ้ารู้อย่างนี้ก็ไม่ทำเสียดีกว่า. ดังนั้น คงพอจะกล่าวได้โดยไม่ผิดว่า สาเหตุของความสำนึกเสียใจในลักษณะนี้ก็คือ ความไม่รู้. เรื่องความไม่รู้นี้เป็นเรื่องสำคัญมากในเชิงเศรษฐศาสตร์ เพราะหัวใจของเศรษฐศาสตร์ที่เน้นระบบตลาดและคติแบบ "ตามใจท่าน" หรือ Laissez faire ก็ตั้งอยู่บนข้อสมมติฐานหนึ่งที่ว่า แต่ละคนมีความรู้และศักยภาพในการประเมินคุณและโทษที่เกิดจากการกระทำของตัวเองเป็นอย่างดี. แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องในอุดมคติ เพราะในความเป็นจริงแล้วแม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลก็ตัดสินใจผิดพลาดในหลายๆ เรื่องที่ก่อให้เกิดความสำนึกเสียใจภายหลังได้เหมือนกัน. หลายคนก็หย่าร้าง หลายคนก็ลงทุนล้มเหลว. จะว่าไปแล้วในชีวิตคนเราคงมี regret ใหญ่ๆ อยู่ไม่กี่เรื่อง บางเรื่องก็พอจะแก้ไขได้ แต่บางเรื่องก็ไม่ได้ หรือสายเกินกว่าจะแก้ได้.
ตอนเรียนที่อเมริกา ผมได้รู้จักนักเรียนทุนหลายคน. นักเรียนไทยแทบจะทุกคนจะได้ทุนอะไรซักอย่างจากเมืองไทยไปเรียนต่อทั้งนั้น. ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของนักเรียนทุนที่ผมรู้จักนี้อาจจะผิดจากที่หลายคนคาดไว้ซักหน่อยที่ว่า แต่ละคนมาจากครอบครัวที่มีฐานะดีถึงดีมาก. เรียกได้ว่า ถึงไม่ได้รับทุนมาเรียน ทางบ้านก็พอจะส่งเสียให้เรียนได้. การรับทุนนั้นจึงเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง. รัฐบาลก็ลงทุนในตัวนักเรียน. นักเรียนก็ลงทุนในแง่ที่ว่าเมื่อได้บวกลบคูณหารทุกอย่างแล้วจึงตัดสินใจที่จะรับทุนมาเรียน.
คำว่าทุนในบริบทของประเทศไทยนั้นออกจะพิเศษอยู่ซักหน่อยที่ว่า มีภาระผูกพันอยู่มาก. ดังนั้น ถ้าจะให้แปลคำนี้เป็นภาษาอังกฤษคงไม่ตรงกับคำว่า Capital หรือทุนในทางเศรษฐศาสตร์ หรือคำว่า Fellowship หรือทุนการศึกษาแบบให้เปล่า เท่าใดนัก ออกจะไปเหมือนกับคำว่า Obligation หรือหนี้ทางกฎหมาย หรือคำว่า Loan หรือสินเชื่อในทางการเงินเสียมากกว่า. ผมเชื่อว่าหลายคนตอนที่กำลังจะรับทุนนั้นคิดคล้ายๆ กันว่า จะได้ช่วยประหยัดเงินทางบ้าน และในขณะเดียวกันพอจบกลับมาแล้วก็จะได้ทำงานที่ช่วยเหลือส่วนรวม ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติซึ่งเป็นประโยชน์ทางใจที่ไม่เป็นตัวเงิน ส่วนเงินเดือนก็พออยู่ได้ มีสวัสดิการดีครอบคลุมพ่อแม่ คู่ครอง และลูกๆ. และนี่ก็คือการวิเคราะห์ Cost-benefit ของการรับทุนโดยเด็กอายุไม่เกินยี่สิบปีครับ.
ผมลองถามเล่นๆ กับหลายๆ คนที่ผมรู้จักว่า ถ้าให้ย้อนเวลากลับไปยังจะคิดรับทุนอีกหรือยอมจ่ายเงินมาเรียนเองดีกว่า. ลองทายดูนะครับว่าจากกลุ่มตัวอย่างแปดคนที่ผมถาม มีกี่คนที่เกิด regret กับเรื่องการรับทุน.
วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553
เศรษฐศาสตร์กับยาเสพติด

แต่ก่อนมีเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมก็ว่าเป็นเรื่องที่ออกนอกความคิดของเศรษฐศาสตร์แบบเดิมๆ ไปมากแล้ว เดี๋ยวนี้แม้แต่เรื่องการฆ่าตัวตายก็ยังมีคนใช้เศรษฐศาสตร์อธิบาย. อาจารย์ที่ปรึกษาผมที่อเมริกาเคยบ่นกลายๆ ว่าเดี๋ยวนี้มีการประยุกต์ใช้เศรษฐศาสตร์ไปแทบทุกเรื่อง จนกระทั่งอีกหน่อยคงมีเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเรื่องการแปรงฟัน
แต่มีเศรษฐศาสตร์เรื่องหนึ่งซึ่งปัจจุบันผมสนใจมากและจะว่าไปแล้วก็ดูเหมือนจะไม่ตรงกับการประยุกต์เศรษฐศาสตร์ที่คุ้มเคยกันซักเท่าไหร่ คือเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเรื่องยาเสพติด. อันที่จริงแล้วมีการใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์อธิบายเรื่องการใช้หรือการซื้อขายยาเสพติดมานาน. แม้แต่ปปส. ก็ได้แบ่งยุทธศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดหลักๆ ออกเป็นยุทธศาสตร์ที่จัดการกับ demand และยุทธศาสตร์ที่จัดการกับ supply ของยาเสพติด.
หลังจากที่ผมได้เข้ามาศึกษาเรื่องเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยยาเสพติดอย่างจริงจังก็ทำให้เรียกได้ว่ากลายมาเป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งสนับสนุนเรื่องการแก้กฎหมายให้ยาเสพติดเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย (Legalization). ปัจจุบันได้มีการหันมาวิเคราะห์อย่างจริงจังโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหายาเสพติด ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านได้ให้ทรรศนะที่น่าสนใจไว้ว่า ปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจหลายประการที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้น ไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการเสพยาเสพติด หากเป็นผลที่สืบเนื่องมาจากการประกาศให้ยาเสพติดเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและการแทรกแซงในตลาดโดยการปราบปรามผู้เสพและผู้ค้า การเร่งปราบปรามยาเสพติดจึงย่อมจะสร้างให้เกิดพลวัต (Dynamics) ของปัญหาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด กล่าวคือ ยิ่งปราบปรามมาก ก็ยิ่งสร้างให้เกิดปัญหามาก และเมื่อมีปัญหามาก ก็ยิ่งใช้มาตรการปราบปรามมาก
นี่จึงเป็นจุดเริ่มของแนวคิดเรื่องการทำให้สิ่งเสพติดเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายครับ. ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเรายอมแพ้กับมัน แต่เป็นเพราะเราต้องการจะแก้ปัญหาให้ถูกจุดต่างหากครับ. เดี๋ยววันหลังเราจะลองมาดูกันครับว่าทำไมการปราบปรามยาเสพติดจึงสร้างปัญหามากกว่าที่จะแก้ปัญหา.
ภาษีกับความเป็นธรรม
