In America the best way to bury a secret is to publish it.

-Edmund White in 'A boy's own story'.-

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ความ "เวอร์" ของวิชาเศรษฐศาสตร์

ตอนผมเรียนเศรษฐศาสตร์ในระดับปริญญาเอก ปีแรกเค้าจะให้เรียนสามวิชา คือทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาค ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาค และเศรษฐมิติ ส่วนปีที่สองก็จะเป็นวิชาเลือกแล้วแต่ความถนัดและความสนใจของแต่ละคน

ผมเลือก Labor economics กับเศรษฐมิติ คำว่า Labor economics นี้ผมไม่อยากแปลว่าเศรษฐศาสตร์แรงงาน เพราะปัจจุบันเศรษฐศาสตร์สาขานี้กว้างเกินกว่าที่จะเป็นการพูดถึงเรื่องการว่างงาน การจ้างงาน อย่างเมื่อราวๆ ห้าสิบปีก่อน ตอนนี้ Labor economics ครอบคลุมแทบจะทุกเรื่องที่เป็นการประยุกต์การตัดสินใจของคน เช่น การก่ออาชญากรรม การแต่งงานหรือหย่าร้าง การมีลูก หรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์ มีการใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูงเข้ามาอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์เ้หล่านี้

ที่น่าสนใจก็คือ แล้วมันจริงหรือที่การที่โจรคนหนึ่งเลือกที่จะปล้น หรือการที่เด็กวัยรุ่นซักคนเลือกจะมีเซ็กส์จะเป็นผลจากกระบวนการ dynamic optimization ในเมื่อเด็กมันยังบวกลบคูณหารไม่ค่อยจะถูกเลย แล้วจะให้เชื่อว่าเค้าแก้ Bellman equation เป็นได้ยังไง หรือต่อให้แก้เป็น ก็ดูจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อว่าเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งจะมานั่งแก้
Bellman equation ก่อนตัดสินใจมีเซ็กส์

เดี๋ยวค่อยมาต่อกันวันหลังครับว่านักเศรษฐศาสตร์คิดยังไงกับเรื่องนี้

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เรื่องของ Caring Society

เมื่อวานผมได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับเรื่องสังคมเอื้ออาทรหรือ Caring Society ในความเห็นของผมเรื่อง caring เป็นเรื่องในเชิง normative ในทางเศรษฐศาสตร์ หรือพูดง่ายๆ ก็คือเป็นเรื่องที่พึงปรารถนา ไม่ใช่เรื่องที่เป็นอยู่จริงๆ และอันที่จริงจะว่าไปแล้วผมคิดด้วยซ้ำว่าความเห็นแก่ตัวนั้นเป็นเรื่องที่ถูกฝังอยู่ในหน่วยพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตเพื่อความอยู่รอด การจะแก้ตรงนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และผมก็ไม่เห็นว่าสมควรที่จะแก้ตรงไหน อย่างน้อยถ้าระบบตลาดดีพอความเห็นแก่ตัวนี่แหละที่จะนำไปสู่ประสิทธิภาพของสังคมสูงสุด ถ้าจะแก้ปัญหาอะไรน่าจะแก้ที่ระบบตลาด ซึ่งแก้ได้ง่ายกว่ามากเมื่อเทียบกับการแก้สิ่งที่ธรรมชาติให้กับสิ่งมีชีวิตมาเป็นล้านปี

มีผู้อภิปรายท่านหนึ่ง (ซึ่งน่าจะจบเศรษฐศาสตร์เหมือนผม) พูดในเชิงคล้ายๆ กับว่าเรื่อง caring นี้มันเป็นเรื่องเดียวกับ mechanism design ซึ่งผมแน่ใจว่าไม่ใช่ และนอกจากไม่ใช่แล้วยังเกือบจะเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกันเลย คำว่า caring นั้นมีคำจำกัดความที่เฉพาะเจาะจงมากในทางเศรษฐศาสตร์ เท่าที่ผมรู้ก็ปรากฏเป็นครั้งแรกในงานเขียนของ Gary Becker (ในรูป) ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาัลัยชิคาโก สมมติว่า x เป็นของของผม y เป็นของของคนอื่น u( ) กับ v( ) เป็น continuously differentiably increasing function อะไรก็ว่าไป utility function (สมมติให้แทนด้วย U กับ V) ที่เป็นแบบของใครของมันจะอยู่ในรูปของ

U = u(x), V = v(y).

แต่ utility function ที่มีลักษณะแบบ caring จะอยู่ในรูปของ

U = u(x,v(y)).

จะเห็นได้ว่า function ข้างต้นมีลักษณะสองอย่าง อย่างแรกก็คือผมแคร์คนอื่นด้วยเพราะความพอใจของผม (U) ขึ้นอยู่กับของที่คนอื่นได้รับด้วย (y) และอย่างที่สองก็คือความพอใจของผมที่ว่านี้ต้องผ่าน utility function ของคนอื่น v(y) ความพอใจในลักษณะนี้มีความพิเศษตรงที่ว่ากฏของเศรษฐศาสตร์คลาสสิคเรื่อง First กับ Second theorem of welfare economics ยังใช้ได้อยู่

เขียนมายืดยาวความจริงก็ไม่ได้มีอะไรหรอกครับ นอกจากจะบอกว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่อง if-then คือสมมติว่าความพอใจเป็นอย่างนี้ ก็จะมีสิ่งนี้เกิดขึ้น แต่เรื่อง mechanism design มันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง utility function มันเป็นการเปลี่ยน constraint ต่างหาก คือสมมติว่าคนยังเห็นแก่ตัวกันนี่แหละ ทำยังไงจะให้ผลที่ออกมาเป็นประโยชน์กับสังคม หรือเป็นไปในลักษณะที่สังคมปรารถนา

สรุปก็คือเรื่อง caring นั้นเป็นเรื่องของ objective function (ซึ่งเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ได้บอกว่าควรจะเปลี่ยนหรือไม่ด้วย แค่บอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้น อะไรจะเกิดขึ้น) ส่วนเรื่อง mechanism design เป็นเรื่องของ constraint

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Unilateral divorce law 2

มาต่อกันครับ เหตุหนึ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ให้ความสนใจกฎหมายตัวนี้กันมากก็เพราะมันเป็นกฎหมายที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิในการหย่า จากเดิมที่ต้องได้รับการสมยอมกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งทำให้กรรมสิทธิในการหย่าเป็นของคนที่ไม่อยากหย่า (คือการหย่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อยากหย่า) เปลี่ยนไปสู่การหย่าแบบคนเดียวก็หย่าได้ ซึ่งทำให้สิทธิในการหย่าเป็นของผู้ที่อยากหย่า

มีทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ดังมากๆ เรื่องหนึ่ง คือ Coase Theorem เสนอโดยศาสตราจารย์ Coase แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก เนื้อหาของทฤษฎีเรื่องนี้ก็คือถ้าค่าใช้จ่ายในการต่อรองกันไม่มากนัก การเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิที่ว่านี้จะไม่ส่งผลอะไรต่อการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งถ้าจะพูดในบริบทนี้ก็คือ กฎหมายนี้ตามทฤษฎีต้องไม่ส่งผลต่ออัตราการหย่าของคนในประเทศอเมริกา

ฟังแล้วมันน่าจะค้านกับสามัญสำนึกนะครับ ทำไมกฎหมายที่อนุญาตให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิหย่าได้จะไม่ทำให้อัตราหย่าร้างสูงขึ้น ผมจะพยายามอธิบายอย่างนี้นะครับ ลองสมมติกฎหมายระบบเก่าแบบที่จะหย่าได้ต้องพร้อมใจกันหย่าทั้งคู่ก่อน สมมติว่าผมมีภรรยา (ความจริงยังโสดครับ อะแฮ่ม) แล้วผมอยากหย่า แต่ภรรยาผมไม่ยอมหย่า ผมก็ต้องหันมาดูว่าถ้าผมหย่าเนี่ย ผมได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ถ้าประโยชน์จากการหย่าที่เกิดกับผม (สมมติว่าคิดเป็นตัวเลขได้สิบบาท) มากกว่าความสูญเสียจากการหย่าที่เกิดกับภรรยาผม (สมมติอีกว่ามีค่าติดลบห้าบาท) ผมก็อาจจะคุยกับภรรยาว่า หย่าเถอะ แล้วผมจะชดเชยความสูญเสียให้กับคุณเองแล้วกัน เอาเป็นว่าผมยอมจ่ายซักหกบาท แลกกับการยอมหย่าของภรรยาผม

ถ้าไม่หย่า ผมกับภรรยาผมก็ได้ศูนย์ทั้งคู่ แต่ถ้าหย่า ผมได้สี่บาท (ประโยชน์จากการหย่าที่ผมได้สิบบาท ลบหกบาทที่ผมชดเชยให้ภรรยา) ภรรยาผมได้หนึ่งบาท (ความสูญเสียจากการหย่าติดลบห้าบาทบวกเงินที่ผมชดเชยให้หกบาท) สรุปแล้วทั้งผมและภรรยาก็ได้กำไรจากการหย่าทั้งคู่ ภายหลังจากที่ได้มีการต่อรองกัน ดังนั้นถึงแม้ว่าตอนแรกภรรยาผมจะไม่อยากหย่า แต่ผมก็สามารถโน้มน้าวเค้าให้หย่าได้ 

สรุปแล้วสิทธิในการหย่าจะอยู่ที่ใครไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจว่าจะหย่าหรือไม่ครับ ขึ้นอยู่กับประโยชน์และความสูญเสียของสามีภรรยาที่เกิดจากการหย่ามากกว่า

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

Unilateral divorce law

วิทยานิพนธ์ของผมมีชื่อเรื่องว่า Essays in Law and Economics เป็นบทความสามเรื่องว่าด้วยผลกระทบของกฎหมายในเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยใช้เครื่องมือหลักในการวิเคราะห์คือทฤษฎีเกมแบบร่วมมือกัน (cooperative game theory) เรื่องแรกเป็นเรื่องผลกระทบของกฎหมายหย่าแบบที่สามารถให้ฟ้องหย่าได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคู่ครอง (unilateral divorce law) ต่ออัตราการหย่าในประเทศอเมริกา ส่วนอีกสองเรื่องเป็นเรื่องทางทฤษฎีและประจักษ์เกี่ยวกับเรื่องการคอร์รัปชั่น

ถ้ามีเวลาผมจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องที่สองกับเรื่องที่สามทีหลังนะครับ วันนี้อยากจะเล่าเรื่องที่หนึ่งให้ฟังก่อน วิชาเศรษฐศาสตร์ก่อนปี ค.ศ. 1950 นั้น เป็นเรื่องของเงินๆ ทองๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ แต่หลังจากการบุกเบิกของ Gary Becker แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก เศรษฐศาสตร์ก็ได้ถูกตีความกว้างมากว่าเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องการเลือกของมนุษย์ ถ้าเป็นเรื่องการเลือกซื้อเลือกขายว่าจะซื้ออะไร เท่าไหร่ ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรทางการเงินก็เป็นเศรษฐศาสตร์แบบที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน  แต่การเลือกไม่ได้มีมีอยู่แค่นั้น พฤติกรรมหลายอย่างของมนุษย์ก็เป็นการเลือกภายใต้ข้อจำกัด เช่น การเลือกที่จะหย่าหรืออยู่กันต่อภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายครอบครัว การเลือกที่จะประกอบอาชญากรรมภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายอาญา การเลือกที่จะประกอบอาชีพ และอื่นๆ อีกมาก

เรื่องกฎหมายหย่าที่ผมทำเป็นเรื่องที่ผมทำวิจัยร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษาของผม Marjorie McElroy ซึ่่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ครอบครัวที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ความเป็นมาของเรื่องนี้ค่อนข้างง่าย คือ ในยุค 70s หลายรัฐในอเมริกาได้เปลี่ยนแปลงกฎหมายหย่าในรัฐของตัวเอง จากแต่เดิมที่สามีภรรยาจะหย่ากันได้จะต้องมีหลักฐานว่ามีการคบชู้ ทำร้ายร่างกาย ทอดทิ้งกันเป็นเวลานาน ก็เปลี่ยนมาเป็น "การเข้ากันไม่ได้" หรือที่เรียกกว้างๆ ในภาษาอังกฤษว่า incompatibility  แทน และนอกเหนือจากนั้นบางรัฐยังยอมให้สามีภรรยาคนใดคนหนึ่งฟ้องหย่าได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากอีกฝ่าย หรือที่เรียกว่า unilateral divorce

ประเด็นที่น่าสนใจที่นักเศรษฐศาสตร์ครอบครัวให้ความสนใจกันมาเป็นสิบๆ ปีก็คือ การอนุญาตให้ฟ้องหย่าได้ฝ่ายเดียวจะทำให้อัตราการฟ้องหย่าสูงขึ้นหรือไม่ 

(เดี๋ยวพรุ่งนี้มาต่อนะครับ)

นามบัตร

หลายคนคงจำฉากอวดนามบัตรในเรื่อง American Psycho ได้นะครับ หนุ่ม Metrosexual เต็มขั้นอย่าง Patrick Bateman พระเอกของเรื่องนั้นจะต้องเนี้ยบทุกเรื่องทั้งเรื่องหน้าตาจะต้องหล่อ รูปร่างจะต้องล่ำ การศึกษาจะต้องจบ Ivy league การแต่งตัวจะต้องใส่สูทดีไซเนอร์ และนามบัตรจะต้องสมบูรณ์แบบ ฟอนท์ตัวอักษรจะต้องสะท้อนรสนิยมที่สูง แต่แสดงถึงเอกลักษณ์ของตัวเอง เนื้อกระดาษจะต้องเป็นกระดาษคุณภาพดีที่สุด สีและลายกระดาษจะต้องสะท้อนถึงรสนิยมในทางศิลปะของเจ้าของนามบัตร

ผมก็บ้าคลั่งนามบัตรไม่แพ้นายแพททริก เรียกว่างานวิจัยของผมตอนนี้คือเรื่องนามบัตรก็ว่าได้ ผมใช้เวลาประมาณสองอาทิตย์ทำ "วรรณกรรมปริทัศน์" เรื่องนามบัตร อ่านประวัตินามบัตร รูปแบบนามบัตรตั้งแต่สมัยแรกๆ หลายร้อยปีมาแล้ว และก็เริ่มออกแบบนามบัตรเอง รสนิยมของผมเป็นแบบ minimalist อยู่แล้ว เลยไม่ยาก โทนสีที่ใช้คือสีเทากับสีขาวแบบกระดูก ตัวอักษรเป็นสีเทาเข้มเจ็ดสิบห้าเปอร์เซนท์ ส่วนสัญลักษณ์ในนามบัตรจะมีอยู่อันเดียว คือ เครื่องหมาย path integral อย่างที่เห็นในรูป (แต่ในตัวนามบัตรจะใช้สีเทายี่สิบห้าเปอร์เซนท์) เป็นเครื่องหมายแสดงขอบเขตด้านการวิจัย (research frontier) ของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ เพราะเป็นเรื่องที่ใหม่มากในวงการเศรษฐศาสตร์ซึ่งเพิ่งจะรับเอามาจาก quantum mechanics ในวิชาฟิสิกส์ได้ไม่กี่ปี กระดาษที่ใช้จะต้องหนา มีลายเมื่อสัมผัสด้วยปลายนิ้ว ตัวอักษรจะต้องพิมพ์ลึกลงไปในเนื้อกระดาษ แต่ไม่เป็นทำให้เนื้อกระดาษอีกด้านหนึ่งเป็นรอย

หลังจากที่ออกแบบได้แล้วก็ส่งไปให้กลุ่มตัวอย่าง คือเพื่อนๆ วิจารณ์ จากนั้นก็มีการจัดหาบริษัทพิมพ์ ซึ่งไม่ง่ายนะครับ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการพิมพ์แบบใช้ปรินเตอร์สีปริ้นเอาแบบราคาประมาณใบละยี่สิบห้าสตางค์

ผมหามาอาทิตย์หนึ่งในที่สุดก็ได้เจอบริษัทหนึ่งซึ่งรับงานระดับนี้ครับ กระดาษอย่างดี นำเข้าจากเยอรมนี เป็นการพิมพ์แบบแกะบล็อก พิมพ์ลึกลงไปในเนื้อกระดาษ

ราคาก็พอสมควรครับ แค่ใบละสิบบาท แถมจะต้องสั่งพิมพ์อย่างน้อยห้าร้อยใบ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นห้าพันบาทพอดี ...

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

แนะนำตัวด้วยสถิติแบบ Bayesian ครับ

อาจารย์ที่ปรึกษาของผมที่อเมริกามีนิสัยที่น่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่ชอบให้ใครเรียกว่าด็อกเตอร์ พอมีคนเรียกว่าด็อกเตอร์เค้าจะหน้ามุ่ยแล้วพูดเบาๆ ว่า I feel offended! ถ้าจะให้ผมเดาก็คงเป็นเพราะที่อเมริกานั้น คนที่มีการศึกษาเค้าคงอยากจะตัดสินให้ตัดสินตัวเค้าที่ตัวของเค้าจริงๆ ไม่ใช่ประวัติการศึกษา การเอาประวัติการศึกษามานำหน้าชื่อก็เหมือนจะเป็นการสร้างความเชื่อถือด้วยสิ่งในอดีต ไม่ใช่ปัจจุบัน

ผมก็ติดนิสัยนี้มาเหมือนกัน พอกลับมาทำงานเมืองไทยก็ไม่ได้ใช้คำว่าด็อกเตอร์นำหน้าชื่อ ซึ่งอันที่จริงคำว่าด็อกเตอร์มันก็ไม่ใช่คำนำหน้านามที่เป็นทางการอยู่แล้ว แต่เท่าที่สังเกตดูก็ยังมีหลายคนใช้กัน บางทีผมก็ลังเลอยู่ว่าจะใช้ดีรึเปล่า เพราะหลายท่านก็เป็นที่รู้จักกันดีในนาม ดร. x ดร. y ขืนไปเรียกนาย x นาง y เค้าอาจจะโกรธเอาได้ ในที่สุดก็ตัดสินใจเรียก ดร. ไป เพราะในเมืองไทยการทำสิ่งที่ผิด (Type II error) มักไม่มีปัญหามากเท่ากับการไม่ทำสิ่งที่ถูก (ใจ) (Type I error).

แต่สำหรับผมแล้วผมไม่ใช้ พอไม่ใช้ ดร. ทองใหญ่ก็เป็นนายทองใหญ่ เวลาพูดอะไรคนฟังก็ อืมๆ นายทองใหญ่พูดอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มีอยู่มาวันหนึ่ง มีคนแนะนำตัวผมว่า ดร. ทองใหญ่ หลังจากนั้นผมพูดอะไร โห มันน่าเชื่อถือไปหมด ทั้งๆ ที่มันก็ตัวผมคนเดิม เรื่องที่ผมพูดมันก็เรื่องเดิม แต่พอคนรู้ว่าคนพูดเป็นด็อกเตอร์ทองใหญ่มันก็มีความคาดหวังสูง คิดว่าเรื่องที่พูดออกมาต้องเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่านายทองใหญ่ื ต่อให้ด็อกเตอร์ทองใหญ่พูดบ้าๆ บอๆ ออกมาถึงคนฟังไม่รู้เรื่องก็คงคิดว่า อืม มีเหตุผล แต่นายทองใหญ่จะพูดดีแค่ไหนคนฟังก็คงเฉยๆ

การตั้งความคาดหวังอะไรไว้ก่อน (prior expectation) แล้วค่อยเปลี่ยนไปพอได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นหัวใจของวิชาสถิติแบบ Bayesian จะว่าไปมนุษย์ทุกคนก็คงมีความเป็น Bayesian ด้วยกันทั้งนั้นครับ แต่ดูเหมือนว่าคนอเมริกันหรือคนยุโรปนั้นจะให้น้ำหนักกับข้อมูลที่มาทีหลังมากกว่า ด็อกเตอร์พูดไม่ดีก็โดนด่า ส่วนคนไทยดูจะให้น้ำหนักกับสิ่งที่คาดหวังไว้ก่อนค่อนข้างมาก เวลาด็อกเตอร์เขียนหรือพูดอะไรไม่รู้เรื่องก็เป็นเพราะสติปัญญาของคนอ่านหรือคนฟังมันน้อยเอง แม้แต่ในกลุ่มด็อกเตอร์เองก็ยังมีการแ่บ่งชนชั้นระหว่างด็อกเตอร์ในเมืองไทยกับด็อกเตอร์จากเมืองนอก ในกลุ่มด็อกเตอร์เมืองนอกก็แบ่งชนชั้นอีกว่าจบจากประเทศอะไร ในกลุ่มด็อกเตอร์ที่จบจากประเทศเดียวกันก็เอาอันดับมหาวิทยาลัยมาดูอีก

ทั้งหมดนี้ผิดจากวัฒนธรรมการศึกษาในประเทศอเมริกา อย่างน้อยก็ในมหาวิทยาลัยที่ผมเรียนอยู่ เพราะเวลาพิจารณาว่าจะรับใครเป็นอาจารย์ใหม่ หรือเวลาจะพิจารณาเลื่อนให้อาจารย์ท่านไหนดำรงตำแหน่งวิชาการที่สูงขึ้นนั้น ไม่มีมหาวิทยาลัยที่จบเป็นปัจจัยในการพิจารณาครับ มีแต่ผลงานทางวิชาการล้วนๆ จะว่าไปแล้วก็เหมือนโลกทางวิชาการในอุดมคติ (utopia) ที่ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่ประเทศเราจะไปถึง

ผมคิดเอาเองนะครับว่าวัฒนธรรมทางสังคมของไทยที่เป็นอย่างนี้ทำให้ หนึ่ง หลายคนเรียนหนังสือจนจบปริญญาเอกเพราะหวังจะได้คำคำเดียวนำหน้าชื่อ และ สอง ด็อกเตอร์ในเมืองไทยหลายท่านไม่ค่อยพัฒนาหรือมีผลงานทางวิชาการเหมือนด็อกเตอร์ที่ประเทศอื่นซักเท่าไหร่