เมื่อวานผมได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับเรื่องสังคมเอื้ออาทรหรือ Caring Society ในความเห็นของผมเรื่อง caring เป็นเรื่องในเชิง normative ในทางเศรษฐศาสตร์ หรือพูดง่ายๆ ก็คือเป็นเรื่องที่พึงปรารถนา ไม่ใช่เรื่องที่เป็นอยู่จริงๆ และอันที่จริงจะว่าไปแล้วผมคิดด้วยซ้ำว่าความเห็นแก่ตัวนั้นเป็นเรื่องที่ถูกฝังอยู่ในหน่วยพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตเพื่อความอยู่รอด การจะแก้ตรงนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และผมก็ไม่เห็นว่าสมควรที่จะแก้ตรงไหน อย่างน้อยถ้าระบบตลาดดีพอความเห็นแก่ตัวนี่แหละที่จะนำไปสู่ประสิทธิภาพของสังคมสูงสุด ถ้าจะแก้ปัญหาอะไรน่าจะแก้ที่ระบบตลาด ซึ่งแก้ได้ง่ายกว่ามากเมื่อเทียบกับการแก้สิ่งที่ธรรมชาติให้กับสิ่งมีชีวิตมาเป็นล้านปีมีผู้อภิปรายท่านหนึ่ง (ซึ่งน่าจะจบเศรษฐศาสตร์เหมือนผม) พูดในเชิงคล้ายๆ กับว่าเรื่อง caring นี้มันเป็นเรื่องเดียวกับ mechanism design ซึ่งผมแน่ใจว่าไม่ใช่ และนอกจากไม่ใช่แล้วยังเกือบจะเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกันเลย คำว่า caring นั้นมีคำจำกัดความที่เฉพาะเจาะจงมากในทางเศรษฐศาสตร์ เท่าที่ผมรู้ก็ปรากฏเป็นครั้งแรกในงานเขียนของ Gary Becker (ในรูป) ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาัลัยชิคาโก สมมติว่า x เป็นของของผม y เป็นของของคนอื่น u( ) กับ v( ) เป็น continuously differentiably increasing function อะไรก็ว่าไป utility function (สมมติให้แทนด้วย U กับ V) ที่เป็นแบบของใครของมันจะอยู่ในรูปของ
U = u(x), V = v(y).
แต่ utility function ที่มีลักษณะแบบ caring จะอยู่ในรูปของ
U = u(x,v(y)).
จะเห็นได้ว่า function ข้างต้นมีลักษณะสองอย่าง อย่างแรกก็คือผมแคร์คนอื่นด้วยเพราะความพอใจของผม (U) ขึ้นอยู่กับของที่คนอื่นได้รับด้วย (y) และอย่างที่สองก็คือความพอใจของผมที่ว่านี้ต้องผ่าน utility function ของคนอื่น v(y) ความพอใจในลักษณะนี้มีความพิเศษตรงที่ว่ากฏของเศรษฐศาสตร์คลาสสิคเรื่อง First กับ Second theorem of welfare economics ยังใช้ได้อยู่
เขียนมายืดยาวความจริงก็ไม่ได้มีอะไรหรอกครับ นอกจากจะบอกว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่อง if-then คือสมมติว่าความพอใจเป็นอย่างนี้ ก็จะมีสิ่งนี้เกิดขึ้น แต่เรื่อง mechanism design มันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง utility function มันเป็นการเปลี่ยน constraint ต่างหาก คือสมมติว่าคนยังเห็นแก่ตัวกันนี่แหละ ทำยังไงจะให้ผลที่ออกมาเป็นประโยชน์กับสังคม หรือเป็นไปในลักษณะที่สังคมปรารถนา
สรุปก็คือเรื่อง caring นั้นเป็นเรื่องของ objective function (ซึ่งเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ได้บอกว่าควรจะเปลี่ยนหรือไม่ด้วย แค่บอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้น อะไรจะเกิดขึ้น) ส่วนเรื่อง mechanism design เป็นเรื่องของ constraint
เขียนมายืดยาวความจริงก็ไม่ได้มีอะไรหรอกครับ นอกจากจะบอกว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่อง if-then คือสมมติว่าความพอใจเป็นอย่างนี้ ก็จะมีสิ่งนี้เกิดขึ้น แต่เรื่อง mechanism design มันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง utility function มันเป็นการเปลี่ยน constraint ต่างหาก คือสมมติว่าคนยังเห็นแก่ตัวกันนี่แหละ ทำยังไงจะให้ผลที่ออกมาเป็นประโยชน์กับสังคม หรือเป็นไปในลักษณะที่สังคมปรารถนา
สรุปก็คือเรื่อง caring นั้นเป็นเรื่องของ objective function (ซึ่งเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ได้บอกว่าควรจะเปลี่ยนหรือไม่ด้วย แค่บอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้น อะไรจะเกิดขึ้น) ส่วนเรื่อง mechanism design เป็นเรื่องของ constraint
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น