มาต่อกันครับ เหตุหนึ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ให้ความสนใจกฎหมายตัวนี้กันมากก็เพราะมันเป็นกฎหมายที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิในการหย่า จากเดิมที่ต้องได้รับการสมยอมกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งทำให้กรรมสิทธิในการหย่าเป็นของคนที่ไม่อยากหย่า (คือการหย่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อยากหย่า) เปลี่ยนไปสู่การหย่าแบบคนเดียวก็หย่าได้ ซึ่งทำให้สิทธิในการหย่าเป็นของผู้ที่อยากหย่ามีทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ดังมากๆ เรื่องหนึ่ง คือ Coase Theorem เสนอโดยศาสตราจารย์ Coase แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก เนื้อหาของทฤษฎีเรื่องนี้ก็คือถ้าค่าใช้จ่ายในการต่อรองกันไม่มากนัก การเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิที่ว่านี้จะไม่ส่งผลอะไรต่อการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งถ้าจะพูดในบริบทนี้ก็คือ กฎหมายนี้ตามทฤษฎีต้องไม่ส่งผลต่ออัตราการหย่าของคนในประเทศอเมริกา
ฟังแล้วมันน่าจะค้านกับสามัญสำนึกนะครับ ทำไมกฎหมายที่อนุญาตให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิหย่าได้จะไม่ทำให้อัตราหย่าร้างสูงขึ้น ผมจะพยายามอธิบายอย่างนี้นะครับ ลองสมมติกฎหมายระบบเก่าแบบที่จะหย่าได้ต้องพร้อมใจกันหย่าทั้งคู่ก่อน สมมติว่าผมมีภรรยา (ความจริงยังโสดครับ อะแฮ่ม) แล้วผมอยากหย่า แต่ภรรยาผมไม่ยอมหย่า ผมก็ต้องหันมาดูว่าถ้าผมหย่าเนี่ย ผมได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ถ้าประโยชน์จากการหย่าที่เกิดกับผม (สมมติว่าคิดเป็นตัวเลขได้สิบบาท) มากกว่าความสูญเสียจากการหย่าที่เกิดกับภรรยาผม (สมมติอีกว่ามีค่าติดลบห้าบาท) ผมก็อาจจะคุยกับภรรยาว่า หย่าเถอะ แล้วผมจะชดเชยความสูญเสียให้กับคุณเองแล้วกัน เอาเป็นว่าผมยอมจ่ายซักหกบาท แลกกับการยอมหย่าของภรรยาผม
ถ้าไม่หย่า ผมกับภรรยาผมก็ได้ศูนย์ทั้งคู่ แต่ถ้าหย่า ผมได้สี่บาท (ประโยชน์จากการหย่าที่ผมได้สิบบาท ลบหกบาทที่ผมชดเชยให้ภรรยา) ภรรยาผมได้หนึ่งบาท (ความสูญเสียจากการหย่าติดลบห้าบาทบวกเงินที่ผมชดเชยให้หกบาท) สรุปแล้วทั้งผมและภรรยาก็ได้กำไรจากการหย่าทั้งคู่ ภายหลังจากที่ได้มีการต่อรองกัน ดังนั้นถึงแม้ว่าตอนแรกภรรยาผมจะไม่อยากหย่า แต่ผมก็สามารถโน้มน้าวเค้าให้หย่าได้
สรุปแล้วสิทธิในการหย่าจะอยู่ที่ใครไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจว่าจะหย่าหรือไม่ครับ ขึ้นอยู่กับประโยชน์และความสูญเสียของสามีภรรยาที่เกิดจากการหย่ามากกว่า
Your explanation is very clear. Now, I'm working on my dissertation and this is very helpful. Thanks
ตอบลบ