In America the best way to bury a secret is to publish it.

-Edmund White in 'A boy's own story'.-

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

แนะนำตัวด้วยสถิติแบบ Bayesian ครับ

อาจารย์ที่ปรึกษาของผมที่อเมริกามีนิสัยที่น่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่ชอบให้ใครเรียกว่าด็อกเตอร์ พอมีคนเรียกว่าด็อกเตอร์เค้าจะหน้ามุ่ยแล้วพูดเบาๆ ว่า I feel offended! ถ้าจะให้ผมเดาก็คงเป็นเพราะที่อเมริกานั้น คนที่มีการศึกษาเค้าคงอยากจะตัดสินให้ตัดสินตัวเค้าที่ตัวของเค้าจริงๆ ไม่ใช่ประวัติการศึกษา การเอาประวัติการศึกษามานำหน้าชื่อก็เหมือนจะเป็นการสร้างความเชื่อถือด้วยสิ่งในอดีต ไม่ใช่ปัจจุบัน

ผมก็ติดนิสัยนี้มาเหมือนกัน พอกลับมาทำงานเมืองไทยก็ไม่ได้ใช้คำว่าด็อกเตอร์นำหน้าชื่อ ซึ่งอันที่จริงคำว่าด็อกเตอร์มันก็ไม่ใช่คำนำหน้านามที่เป็นทางการอยู่แล้ว แต่เท่าที่สังเกตดูก็ยังมีหลายคนใช้กัน บางทีผมก็ลังเลอยู่ว่าจะใช้ดีรึเปล่า เพราะหลายท่านก็เป็นที่รู้จักกันดีในนาม ดร. x ดร. y ขืนไปเรียกนาย x นาง y เค้าอาจจะโกรธเอาได้ ในที่สุดก็ตัดสินใจเรียก ดร. ไป เพราะในเมืองไทยการทำสิ่งที่ผิด (Type II error) มักไม่มีปัญหามากเท่ากับการไม่ทำสิ่งที่ถูก (ใจ) (Type I error).

แต่สำหรับผมแล้วผมไม่ใช้ พอไม่ใช้ ดร. ทองใหญ่ก็เป็นนายทองใหญ่ เวลาพูดอะไรคนฟังก็ อืมๆ นายทองใหญ่พูดอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มีอยู่มาวันหนึ่ง มีคนแนะนำตัวผมว่า ดร. ทองใหญ่ หลังจากนั้นผมพูดอะไร โห มันน่าเชื่อถือไปหมด ทั้งๆ ที่มันก็ตัวผมคนเดิม เรื่องที่ผมพูดมันก็เรื่องเดิม แต่พอคนรู้ว่าคนพูดเป็นด็อกเตอร์ทองใหญ่มันก็มีความคาดหวังสูง คิดว่าเรื่องที่พูดออกมาต้องเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่านายทองใหญ่ื ต่อให้ด็อกเตอร์ทองใหญ่พูดบ้าๆ บอๆ ออกมาถึงคนฟังไม่รู้เรื่องก็คงคิดว่า อืม มีเหตุผล แต่นายทองใหญ่จะพูดดีแค่ไหนคนฟังก็คงเฉยๆ

การตั้งความคาดหวังอะไรไว้ก่อน (prior expectation) แล้วค่อยเปลี่ยนไปพอได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นหัวใจของวิชาสถิติแบบ Bayesian จะว่าไปมนุษย์ทุกคนก็คงมีความเป็น Bayesian ด้วยกันทั้งนั้นครับ แต่ดูเหมือนว่าคนอเมริกันหรือคนยุโรปนั้นจะให้น้ำหนักกับข้อมูลที่มาทีหลังมากกว่า ด็อกเตอร์พูดไม่ดีก็โดนด่า ส่วนคนไทยดูจะให้น้ำหนักกับสิ่งที่คาดหวังไว้ก่อนค่อนข้างมาก เวลาด็อกเตอร์เขียนหรือพูดอะไรไม่รู้เรื่องก็เป็นเพราะสติปัญญาของคนอ่านหรือคนฟังมันน้อยเอง แม้แต่ในกลุ่มด็อกเตอร์เองก็ยังมีการแ่บ่งชนชั้นระหว่างด็อกเตอร์ในเมืองไทยกับด็อกเตอร์จากเมืองนอก ในกลุ่มด็อกเตอร์เมืองนอกก็แบ่งชนชั้นอีกว่าจบจากประเทศอะไร ในกลุ่มด็อกเตอร์ที่จบจากประเทศเดียวกันก็เอาอันดับมหาวิทยาลัยมาดูอีก

ทั้งหมดนี้ผิดจากวัฒนธรรมการศึกษาในประเทศอเมริกา อย่างน้อยก็ในมหาวิทยาลัยที่ผมเรียนอยู่ เพราะเวลาพิจารณาว่าจะรับใครเป็นอาจารย์ใหม่ หรือเวลาจะพิจารณาเลื่อนให้อาจารย์ท่านไหนดำรงตำแหน่งวิชาการที่สูงขึ้นนั้น ไม่มีมหาวิทยาลัยที่จบเป็นปัจจัยในการพิจารณาครับ มีแต่ผลงานทางวิชาการล้วนๆ จะว่าไปแล้วก็เหมือนโลกทางวิชาการในอุดมคติ (utopia) ที่ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่ประเทศเราจะไปถึง

ผมคิดเอาเองนะครับว่าวัฒนธรรมทางสังคมของไทยที่เป็นอย่างนี้ทำให้ หนึ่ง หลายคนเรียนหนังสือจนจบปริญญาเอกเพราะหวังจะได้คำคำเดียวนำหน้าชื่อ และ สอง ด็อกเตอร์ในเมืองไทยหลายท่านไม่ค่อยพัฒนาหรือมีผลงานทางวิชาการเหมือนด็อกเตอร์ที่ประเทศอื่นซักเท่าไหร่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น