วิทยานิพนธ์ของผมมีชื่อเรื่องว่า Essays in Law and Economics เป็นบทความสามเรื่องว่าด้วยผลกระทบของกฎหมายในเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยใช้เครื่องมือหลักในการวิเคราะห์คือทฤษฎีเกมแบบร่วมมือกัน (cooperative game theory) เรื่องแรกเป็นเรื่องผลกระทบของกฎหมายหย่าแบบที่สามารถให้ฟ้องหย่าได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคู่ครอง (unilateral divorce law) ต่ออัตราการหย่าในประเทศอเมริกา ส่วนอีกสองเรื่องเป็นเรื่องทางทฤษฎีและประจักษ์เกี่ยวกับเรื่องการคอร์รัปชั่นถ้ามีเวลาผมจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องที่สองกับเรื่องที่สามทีหลังนะครับ วันนี้อยากจะเล่าเรื่องที่หนึ่งให้ฟังก่อน วิชาเศรษฐศาสตร์ก่อนปี ค.ศ. 1950 นั้น เป็นเรื่องของเงินๆ ทองๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ แต่หลังจากการบุกเบิกของ Gary Becker แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก เศรษฐศาสตร์ก็ได้ถูกตีความกว้างมากว่าเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องการเลือกของมนุษย์ ถ้าเป็นเรื่องการเลือกซื้อเลือกขายว่าจะซื้ออะไร เท่าไหร่ ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรทางการเงินก็เป็นเศรษฐศาสตร์แบบที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน แต่การเลือกไม่ได้มีมีอยู่แค่นั้น พฤติกรรมหลายอย่างของมนุษย์ก็เป็นการเลือกภายใต้ข้อจำกัด เช่น การเลือกที่จะหย่าหรืออยู่กันต่อภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายครอบครัว การเลือกที่จะประกอบอาชญากรรมภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายอาญา การเลือกที่จะประกอบอาชีพ และอื่นๆ อีกมาก
เรื่องกฎหมายหย่าที่ผมทำเป็นเรื่องที่ผมทำวิจัยร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษาของผม Marjorie McElroy ซึ่่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ครอบครัวที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ความเป็นมาของเรื่องนี้ค่อนข้างง่าย คือ ในยุค 70s หลายรัฐในอเมริกาได้เปลี่ยนแปลงกฎหมายหย่าในรัฐของตัวเอง จากแต่เดิมที่สามีภรรยาจะหย่ากันได้จะต้องมีหลักฐานว่ามีการคบชู้ ทำร้ายร่างกาย ทอดทิ้งกันเป็นเวลานาน ก็เปลี่ยนมาเป็น "การเข้ากันไม่ได้" หรือที่เรียกกว้างๆ ในภาษาอังกฤษว่า incompatibility แทน และนอกเหนือจากนั้นบางรัฐยังยอมให้สามีภรรยาคนใดคนหนึ่งฟ้องหย่าได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากอีกฝ่าย หรือที่เรียกว่า unilateral divorce
ประเด็นที่น่าสนใจที่นักเศรษฐศาสตร์ครอบครัวให้ความสนใจกันมาเป็นสิบๆ ปีก็คือ การอนุญาตให้ฟ้องหย่าได้ฝ่ายเดียวจะทำให้อัตราการฟ้องหย่าสูงขึ้นหรือไม่
(เดี๋ยวพรุ่งนี้มาต่อนะครับ)

